ความต้องการทางการแพทย์ การประเมินความแข็งแรงของร่างกาย

ความต้องการทางการแพทย์ เรายินดีต้อนรับผู้โดยสารที่ทุพพลภาพให้เดินทางกับเราอย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย เพื่อให้เที่ยวบินของคุณสะดวกสบายยิ่งขึ้น เราจึงต้องการทำให้คุณมั่นใจว่าเราได้จัดเตรียมสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของคุณอย่างเหมาะสม โปรดแจ้งเกี่ยวกับความช่วยเหลือที่คุณต้องการให้เราทราบก่อนเที่ยวบิน ระหว่างเที่ยวบิน ในระหว่างเปลี่ยนเครื่อง หรือหลังจากเที่ยวบิน
ความต้องการทางการแพทย์  เรามีบริการความช่วยเหลือทางการแพทย์พิเศษ เช่น รถเข็น ออกซิเจนและเตียงเข็นสำหรับผู้โดยสารทุกท่านที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์เป็นพิเศษโดยต้องมีใบรับรองแพทย์  หากคุณต้องการใช้บริการเหล่านี้  โปรดแจ้งความต้องการเมื่อคุณทำการจองบัตรโดยสารหรืออย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนการออกเดินทางของเที่ยวบิน โปรดติดต่อสำนักงานของเอทิฮัดในพื้นที่ของคุณเพื่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติม
 ปัจจัยหลักที่ควรพิจารณาเพื่อประเมินความแข็งแรงของผู้ป่วยสำหรับการเดินทางทางอากาศคือ:
  • ความกดอากาศที่ลดลง ความกดอากาศในห้องโดยสารจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงระหว่าง 15-30 นาทีหลังจากบินขึ้นและก่อนลงจอด และการขยายตัวและการหดตัวของก๊าซอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดและเกิดผลกระทบจากแรงดันได้
  • ปริมาณออกซิเจนที่ลดลง ห้องโดยสารจะมีความกดอากาศในระดับเดียวกับที่ความสูง 6,000 ถึง 8,000 ฟุต และแรงดันบางส่วนของออกซิเจนจะน้อยกว่าบนพื้นดินประมาณ 20%
การตรวจสอบทางการแพทย์

การเดินทางกับผู้ดูแล

เพื่อความปลอดภัยของคุณ ผู้ที่มีอาการต่างๆ ต่อไปนี้จะต้องเดินทางโดยมีผู้ช่วยเหลือด้านความปลอดภัย

เตียงเข็น - ผู้ช่วยเหลือด้านความปลอดภัยจะต้องสามารถตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลหรือความต้องการทางการแพทย์ของผู้โดยสารได้

ทุพพลภาพทางจิต - ไม่สามารถทำตามหรือตอบสนองคำแนะนำด้านความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม

การทุพพลภาพด้านการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง - ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในการอพยพออกจากเครื่องบินได้

ความทุพพลภาพด้านการมองเห็นหรือการได้ยิน - ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่สายการบินได้

เพื่อความปลอดภัยของคุณ
ความช่วยเหลือทางการแพทย์

เพื่อความสบายของคุณ เราขอแนะนำให้ผู้ที่มีอาการต่อไปนี้เดินทางกับผู้ดูแลส่วนบุคคล

• ไม่สามารถทานอาหารเองได้  

• ไม่สามารถเข้าห้องน้ำในเครื่องบินด้วยตัวเองได้  

• ไม่สามารถรับยาเองหรือดำเนินกระบวนการทางการแพทย์ด้วยตัวเองได้

กฎของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการไม่เลือกปฏิบัติเกี่ยวกับความทุพพลภาพ

เที่ยวบินของสายการบินเอทิฮัดทุกเที่ยวบินที่เดินทางเข้าออกท่าอากาศยานในสหรัฐฯ ทุกแห่งจะอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ คุณสามารถขอดูกฎหมายดังกล่าวฉบับเต็มได้ที่ท่าอากาศยานที่เราให้บริการในสหรัฐฯ

เที่ยวบินของสายการบินเอทิฮัดทุกเที่ยวบินที่เดินทางเข้าออกท่าอากาศยานในสหรัฐฯ ทุกแห่งจะอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ คุณสามารถขอดูกฎหมายดังกล่าวฉบับเต็มได้ที่ท่าอากาศยานที่เราให้บริการในสหรัฐฯ สามารถขอรับสำเนาของกฎหมายดังกล่าวได้จาก 

กระทรวงการขนส่งสหรัฐฯ โดยตรงด้วยวิธีการดังต่อไปนี้:

•  สำหรับการโทรภายในสหรัฐฯ สามารถโทรศัพท์โดยไม่เสียค่าโทรไปยังสายด่วนบริการผู้เดินทางทางอากาศที่ทุพพลภาพหมายเลข 1-800-778-4838 (Voice) or 1-800-455-9880 (TTY)

• โดยการโทรไปยังแผนกปกป้องผู้บริโภคทางการบินหมายเลข 202-366-2220 (เสียง) หรือ 202-366-0511 (TTY)

• โดยการส่งจดหมายไปยังแผนกปกป้องผู้บริโภคทางอากาศ (Air Consumer Protection) C-75 กระทรวงการขนส่งสหรัฐฯ (U.S. Department of Transportation) ที่อยู่ 1200 New Jersey Ave., SE.West Building, Room W96-432 Washington DC 20590

• ที่เว็บไซต์ของแผนกป้องกันผู้บริโภคทางอากาศ - http://airconsumer.ost.dot.gov/

กรณีที่ไม่อนุญาตให้เดินทางทางอากาศได้

แม้ว่าปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้จะเป็นข้อจำกัดที่เราได้กำหนดไว้ แต่ผู้โดยสารจะต้องผ่านการพิจารณาเป็นรายกรณีว่าจำเป็นต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ร่วมเดินทางด้วยหรือไม่

• โรคโลหิตจางขั้นรุนแรง โรคหูชั้นกลางอักเสบขั้นรุนแรง หรือโรคไซนัสอักเสบขั้นรุนแรง  
• โรคร้ายแรงเฉียบพลันหรือติดต่อได้  
• ภาวะหัวใจวาย (CCF) หรืออาการเขียวคล้ำที่เกิดจากความผิดปกติต่างๆ ทางร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมได้  
• ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดไม่แทรกซ้อน (MI) ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากการเกิดอาการ หรือภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดแทรกซ้อน  (MI) ภายใน 6 สัปดาห์หลังจากเกิดอาการ  
• โรคเกี่ยวกับระบบหายใจขั้นรุนแรง หรือภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ  
• อาการบาดเจ็บในกระเพาะอาหารและลำไส้ที่อาจจะเป็นสาเหตุของ การอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด หรือมีสิ่งกีดขวางในลำไส้  
• กรณีเพิ่งผ่านการผ่าตัด:
ก) ภายใน 10 วันหลังจากการผ่าตัดเล็กที่บริเวณช่องท้อง 
ข) ภายใน 21 วันหลังจากการผ่าตัดบริเวณหน้าอกหรือผ่าตัดตา (ไม่ได้ใช้เลเซอร์)  
• กระดูกขากรรไกรหักที่มีการดามขากรรไกร (เว้นแต่จะมีบุคคลากรทางการแพทย์เดินทางไปด้วย) 
• มีอาการป่วยทางจิตแบบไม่แน่นอน ไม่มีผู้ติดตามและขาดยาที่เหมาะสมสำหรับการเดินทาง  
• อาการลมชักที่ควบคุมไม่ได้ (เว้นแต่จะมีบุคคลากรทางการแพทย์เดินทางไปด้วย)  
• ผู้ตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์เกินกว่า 36 สัปดาห์  
• ทารกที่มีอายุไม่เกิน 7 วัน  
• มีการปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคหรือรักษาอาการติดเชื้อที่แพร่ทางอากาศเข้าสู่ร่างกายภายใน 7 วัน

กรณีที่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์

กรณีที่ต้องมีใบรับรองแพทย์ผู้โดยสารที่มีความทุพพลภาพตามรายการดังต่อไปนี้จะต้องขอรับใบรับรองแพทย์จากสายการบินเอทิฮัด:

• ผู้โดยสารที่ต้องใช้เตียงเข็น
•  ผู้โดยสารที่ต้องการให้สายการบินเอทิฮัดจัดเตรียมเครื่องให้ออกซิเจนในเที่ยวบินในระดับที่กำหนดไว้ก่อน หรือผู้ที่ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพา (POC) หรือเครื่องระบายอากาศ/เครื่องช่วยหายใจส่วนตัว
•  ผู้โดยสารที่มีอาการทางการแพทย์ที่น่าสงสัยว่าอาจจะไม่สามารถเดินทางด้วยเที่ยวบินอย่างปลอดภัยได้โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือทางการแพทย์เป็นพิเศษ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะเพียง:
• ผู้โดยสารที่มีอาการทางการแพทย์ที่ไม่แน่นอน (ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ).
• ผู้โดยสารที่เพิ่งมีอาการที่สำคัญทางการแพทย์ (หัวใจวาย หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดในสมอง ระบบการหายใจล้มเหลว)
• ผู้โดยสารที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้แบตเตอรี่ หรือผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ในระหว่างเที่ยวบิน เช่น ต้องมีการฉีดยา
• ผู้โดยสารที่เป็นโรคหลอดเลือดดำอักเสบมีลิ่มเลือด (thrombophlebitis)
• ผู้เยาว์ที่เดินทางคนเดียวที่มีอาการทางการแพทย์
• ผู้โดยสารที่เดินทางกับทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ที่ไม่ต้องใช้ตู้อบ) หรือทารกที่มีอาการทางการแพทย์ สายการบินเอทิฮัดไม่มีบริการตู้อบบนเครื่องบิน

หมายเหตุเกี่ยวกับกรณีพิเศษ

เครื่องช่วยหายใจ

ศูนย์การแพทย์เอทิฮัดจะออกใบรับรองแพทย์และมอบให้แก่ผู้โดยสาร ณ สำนักงานบัตรโดยสารที่ดำเนินการ ผู้โดยสารอาจถูกขอให้แสดงใบรับรองแพทย์เมื่อใดก็ได้ในระหว่างเดินทาง ดังนั้นจึงควรเก็บไว้ในที่ที่หยิบง่าย  ผู้โดยสารอาจต้องขอ MEDIF ต่างหากสำหรับการเดินทางเที่ยวกลับ (โปรดสอบถามศูนย์การแพทย์สายการบินเอทิฮัด)

มีบริการแบบฟอร์ม MEDIF ที่ระบุไว้ด้านบนสำหรับ ดาวน์โหลดทีนี่

ใบรับรองแพทย์ (MEDIF)

ผู้โดยสารที่เป็นโรคเกี่ยวกับหายใจขั้นรุนแรงที่ก่อให้เกิดอาการหายใจลำบากเมื่อเดินไกลกว่า 100 ม. บนพื้นราบ หรือต้องให้ออกซิเจนที่บ้านหรือที่โรงพยายาล (หรือในเที่ยวบิน) ที่ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจน เครื่องให้ออกซิเจนบนเครื่องบินนั้นมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ผู้โดยสารที่เป็นโรคเกี่ยวกับการหายใจขั้นรุนแรงและผู้โดยสารที่ต้องให้ออกซิเจนตลอดเวลา รวมถึงผู้โดยสารที่ต้องใช้เตียงเข็นนั้นจะต้องแนบรายงานทางการแพทย์อย่างละเอียดมากับคำขอ   MEDIF  ด้วย

อาการเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ

ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม  MEDIF   หากคุณต้องการขอใช้รถเข็นแค่ถึงประตูเครื่องบิน โปรดแจ้งให้ตัวแทนการท่องเที่ยวทราบเมื่อทำการจองบัตรโดยสาร

หมายเหตุ: กฎหมายการบินพลเรือนกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนจะต้องนั่งในที่นั่งของเครื่องบินโดยปรับให้พนักพิงตั้งตรงเมื่อจำเป็น

ความทุพพลภาพทางจิต

ผู้โดยสารทุกคนที่เพิ่งดามกระดูกที่แตกเป็นรอยยาวหรือเข้าเฝือกขาอยู่ (เฝือกต้องมีอายุอย่างน้อย 48 ชั่วโมง) จะต้องมีใบรับรองแพทย์ ควรเปลี่ยนพลาสเตอร์สำหรับแผลสด(48 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า) ที่อาจจะบวมภายในเฝือกเมื่อเดินทางในเที่ยวบินยาว ไม่มีพื้นที่พิเศษสำหรับยกขาเหยียดสูงในชั้นประหยัด ผู้โดยสารที่ต้องยกขาเหยียดสูงควรพิจารณาจองบัตรโดยสารในโซนพรีเมี่ยม

กระดูกหัก

ผู้โดยสารที่เป็นโรคไขข้ออักเสบสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ หากผู้โดยสารมีปัญหาในการเคลื่อนไหวอย่างมาก จะต้องกรอกแบบฟอร์ม  MEDIF  และแนบรายงานการวินิจฉัยล่าสุดของแพทย์ส่งให้แก่สำนักงานของเอทิฮัดที่ใกล้ที่สุด

ไขข้ออักเสบ

ผู้โดยสารที่สามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบินได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์  

แขนขาเทียม

ผู้โดยสารที่ตาบอดตาบอดถาวรสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่ต้องมีการแจ้งความช่วยเหลือที่ต้องการเมื่อทำการจองบัตรโดยสาร กลุ่มที่ต้องขอใบรับรองแพทย์

ผู้โดยสารที่ตาบอดชั่วคราวจะต้องขอใบรับรองแพทย์ผ่าน  MEDIF

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะอ่านเมนูอาหารให้คุณฟัง บอกชนิดอาหาร และตำแหน่งของอาหารในถาดของคุณ และช่วยเปิดบรรจุภัณฑ์ให้หากคุณร้องขอ

สุนัขนำทาง
ตามกฎของรัฐบาล UAE สัตว์ทั้งหมดจะต้องเดินทางเข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยผ่านคลังสินค้าเท่านั้น   โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสุนัขนำทาง (สุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดที่ผ่านการฝึก) ให้สามารถเดินทางในห้องโดยสารเที่ยวบินตรงของเอทิฮัดสู่หรือจากสหรัฐฯ โดยไม่เสียค่าบริการ (โดยต้องปฏิบัติตามกฎข้อห้ามของประเทศ) เว้นแต่สุนัขดังกล่าวจะส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสารอื่นๆ โดยตรง หรือมีลักษณะที่อาจสร้างความรบกวนในห้องโดยสารได้

เราต้องขอให้แสดงเอกสารที่รับรองว่าสุนัขจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือสร้างกลิ่นรบกวนในห้องโดยสาร (หากเที่ยวบินดังกล่าวมีตารางเวลาการบินแปดชั่วโมงขึ้นไป)

หากคุณต้องการเดินทางโดยนำสุนัขนำทางเข้าไปในห้องโดยสารด้วย โปรดแจ้งสำนักงานของเอทิฮัดในพื้นที่ของคุณล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมงเพื่อจัดการเกี่ยวกับการรับสัตว์ที่อาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานอาบูดาบี  

เราขอแนะนำให้คุณนำแผ่นรองถ่ายสำหรับสุนัขติดตัวมาด้วย สุนัขนำทางสามารถเดินทางร่วมกับผู้โดยสารในห้องโดยสารได้โดยต้องไม่ขวางทางเดินในห้องโดยสารหรือแถวทางออกฉุกเฉิน

  ควรล่ามสุนัขนำทางให้เรียบร้อย

ผู้โดยสารที่ทุพพลภาพทางการมองเห็นหรือตาบอด

แขกที่เป็นใบ้หรือหูหนวกไม่จำเป็นต้องขอ  MEDIF แต่จะสามารถขอรับบริการคำแนะนำเมื่อทำการจองได้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะแจ้งให้คุณทราบเสมอเมื่อมีการประกาศต่างๆ ในระหว่างเที่ยวบิน

ผู้โดยสารที่เป็นใบ้หรือหูหนวก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์เพื่อเดินทางกับสายการบินเอทิฮัด อย่างไรก็ตาม คุณอาจต้องการรับอาหารพิเศษหรือการรักษาต่างๆ ในระหว่างการเดินทาง คุณต้องมีรายงานจากแพทย์หากคุณนำยาหรือเข็มฉีดยาติดตัวไว้ในกระเป๋าถือของคุณ เพื่อที่คุณจะไม่มีปัญหาใดๆ ในระหว่างการตรวจสอบด้านความปลอดภัย  

คุณจำเป็นต้องขอใบรับรองแพทย์ (ผ่านทาง MEDIF) หากมีอาการที่ไม่แน่นอน

เบาหวาน

อาการเมาความกดอากาศของนักดำน้ำจะเกิดขึ้นหากดำน้ำแล้วเดินทางไปยังความสูงเหนือระดับน้ำทะเลในทันที ผู้โดยสารที่เพิ่งผ่านการดำนำลึกควรจะเลื่อนเวลาการเดินทางออกไป 24 ชั่วโมง ผู้โดยสารที่เคยหรือกำลังมีอาการเมาความกดอากาศต้องขอใบรับรองแพทย์ผ่านทาง MEDIF

นักประดาน้ำ

ผู้โดยสารที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถเดินทางกับสายการบินเอทิฮัดได้โดยต้องมีผู้ใหญ่ร่วมเดินทางไปด้วย โดยต้องให้แพทย์ที่ทำการรักษากรอก MEDIF  แล้วยื่นให้ EAMC อนุมัติ

ความปกพร่องทางสติปัญญา

แฝดสยาม (หรือแฝดที่ตัวติดกัน) นั้นจะได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษและจะใช้วิธีการคำนวณอายุและน้ำหนักของทั้งคู่เพื่อจัดหาที่นั่ง และจะได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้โดยสารคนเดียวเมื่อมีการเก็บค่าบัตรโดยสาร แฝดสยาม/แฝดที่ตัวติดกันต้องขอใบรับรองแพทย์ผ่านทาง MEDIF  เพื่อเดินทางกับสายการบินเอทิฮัด

แฝดสยาม/แฝดที่ตัวติดกัน

ผู้สูงอายุอาจต้องขอใช้บริการรถเข็นเนื่องจากมีอายุมากหรือไม่สามารถเดินได้

ผู้สูงอายุ

สามารถสั่งอาหารพิเศษเนื่องจากเหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ได้จากตัวแทนการท่องเที่ยวของคุณโดยไม่ต้องใช้แบบฟอร์มนี้

อาหารพิเศษ

สายการบินเอทิฮัดมีบริการเตียงเข็นแก่ผู้โดยสารในทุกเที่ยวบินของชั้นประหยัดโครอล ผู้โดยสารที่ใช้เตียงเข็นทุกรายจะต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย ต้องมีการกรอกและยื่น MEDIF  พร้อมด้วยรายงานการตรวจโรคอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

เตียงเข็น

สายการบินเอทิฮัดมีบริการรถเข็นให้แก่ผู้โดยสารของเรา โดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้:

• รถเข็นแบบใช้กับทางลาด  - สำหรับผู้โดยสารที่สามารถเดินขึ้นบันไดและเดินในห้องโดยสารได้
• รถเข็นแบบใช้กับทางชัน  - สำหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินขึ้นบันไดแต่สามารถเดินในห้องโดยสารได้
• รถเข็นแบบใช้ในห้องโดยสาร   - สำหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินขึ้นบันไดและไม่สามารถเดินในห้องโดยสารได้  

สายการบินเอทิฮัดจะยอมรับรถเข็นส่วนตัวของผู้โดยสารโดยถือเป็นสัมภาระ ไม่คิดค่าบริการ และไม่รวมกับจำนวนน้ำหนักสัมภาระที่อนุญาตในกรณีที่รถเข็นทำงานด้วยแบตแห้ง

เก้าอี้รถเข็นบนเครื่องบิน บนเครื่องบินของเอทิฮัดทุกเที่ยวบินจะมีเก้าอี้รถเข็นเพื่อพาผู้โดยสารที่ไม่สามารถเคลื่อนที่เองได้ไปห้องน้ำบนเครื่องบิน

การเดินทางพร้อมด้วยรถเข็นของคุณเอง
เครื่องบินของเอทิฮัดที่เดินทางเข้าออกสหรัฐฯ จะมีพื้นที่สำหรับเก็บรถเข็นแบบพับได้ในห้องเก็บของสำหรับผู้โดยสารหนึ่งที่ พื้นที่ดังกล่าวจะให้บริการแบบมาก่อนได้ก่อน   ต้องพับเก้าอี้รถเข็นหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือที่หนักหรือใหญ่เกินกว่าที่จะเอาเข้าห้องโดยสารก่อนนำขึ้นเครื่องบิน

เก้าอี้รถเข็น

สามารถนำอุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนที่เช่นไม้เท้า ไม้ค้ำ และไม้เท้าแบบพับได้เข้าห้องโดยสารได้ โดยต้องจัดเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่อนุญาตก่อนการบินขึ้นและร่อนลง    เมื่อได้รับการร้องขอ พนักงานต้อนรับจะช่วยคุณจัดเก็บและนำอุปกรณ์ช่วยเหลือมาให้คุณ

อุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนที่และการเข้าถึงในเที่ยวบิน

เรามีที่นั่งที่มีที่วางแขนฝั่งทางเดินแบบขยับได้สำหรับบริการผู้โดยสารที่ใช้เก้าอี้รถเข็นบนเครื่องบินเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าที่นั่งได้อย่างง่ายดาย   จำนวนและตำแหน่งของที่นั่งที่มีที่วางแขนฝั่งทางเดินแบบขยับได้จะแตกต่างกันไปตามชนิดของเครื่องบิน

ที่วางแขนฝั่งทางเดินแบบขยับได้

ต้องยื่น MEDIF และรายงานการวินิจฉัยอาการให้แก่สำนักงานของเอทิฮัดอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ศูนย์การแพทย์เอทิฮัดอาจจะร้องขอรายงานอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อประเมินเป็นรายกรณี

ควรกรอก MEDIF ตามอาการของผู้โดยสารภายใน 10 วันก่อนการเดินทางทางอากาศ ต้องแจ้งให้เอทิฮัดทราบในทันทีหากอาการของผู้โดยสารที่จะเดินทางมีการเปลี่ยนแปลง ในกรณีที่อาการของผู้โดยสารเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันในระหว่างการเดินทาง เราจะขอให้ผู้โดยสารกรอกเอกสารทางการแพทย์อีกครั้งเพื่อตรวจสอบว่าผู้โดยสารแข็งแรงเพียงพอที่จะเดินทางทางอากาศหรือไม่

อุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์

ผู้โดยสารที่ต้องการใช้ออกซิเจนหรือต้องการใช้เครื่องทำออกซิเจนส่วนบุคคลในการเดินทางกับสายการบินเอทิฮัดต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อเดินทาง ต้องขอใช้บริการนี้ก่อนเดินทางอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เอทิฮัดใช้กระบอกสูบออกซิเจน "ซีโร่ทู" ซึ่งใช้ได้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ โปรดดูรายละเอียดและข้อกำหนดพิเศษได้ที่เว็บไซต์ของผู้จำหน่ายของเรา aeromedicgroup.com

เครื่องสร้างออกซิเจนแบบพกพา (POC)
หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณต้องแจ้งให้เราทราบก่อนที่เที่ยวบินของคุณจะออกเดินทางอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทางและต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

ยี่ห้อที่ได้รับอนุญาต
ในปัจจุบันกรมการบินพลเรือนทั่วไปของ UAE อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ยี่ห้อต่อไปนี้บนเครื่องบินของเอทิฮัดได้:

•   AirSep FreeStyle      
•   AirSep LifeStyle     
•   DeVilbiss Healthcare iGo     
•   Inogen One     
•   Inogen One G2     
•   Inova Labs LifeChoice (Previous name: International Biophysics LifeChoice) 
      •   Invacare XPO2     
•  Invacare Solo2
•   Oxlife Independence Oxygen Concentrator     
•   Oxus Inc. RS-00400 (Previous name: Delphi RS-00400)
•  Respironics EverGo
•  SeQual Eclipse

ออกซิเจนเพื่อการรักษาโรค

ไม่ต้องขอใบรับรองแพทย์ล่วงหน้า

หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณต้องแจ้งให้เราทราบก่อนที่เที่ยวบินของคุณจะออกเดินทางอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทางและต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) จะต้องระบุว่า
:i. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
ii. จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
iii. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

การพกพาและการใช้งาน
ผู้โดยสารสามารถพกพาและใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบินได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

1. เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่องจะต้องมีฉลากรับรองจากผู้ผลิตว่ามีมาตรฐานตามข้อกำหนดของ FAA สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์แบบพกพา
2. น้ำหนักและขนาดสูงสุด (กว้าง ยาว สูง) ของอุปกรณ์ที่ผู้โดยสารจะใช้จะต้องมีขนาดเหมาะสมกับการนำเข้าห้องโดยสาร สามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งหรือพื้นที่เก็บของเหนือศีรษะ หรือมีการป้องกันการเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างหรือแนวขึ้นลง
3. จะต้องใช้อุปกรณ์ ณ บริเวณที่นั่งเท่านั้น โดยไม่วางกีดขวางทางออกปกติหรือทางออกฉุกเฉิน และไม่กีดขวางบริเวณทางเดินผู้โดยสาร และผู้ใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งที่แถวทางออก
4. ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนที่เหมาะสมต่อการใช้งานติดตัวไปด้วย และต้องจัดเก็บแบตเตอรี่สำรองในบรรจุภัณฑ์ที่ตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
5. เจ้าหน้าที่เช็คอินจะตรวจสอบว่าอุปกรณ์นั้นมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้หรือไม่ คุณมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการนำแบตเตอรี่ให้เพียงพอต่อการเวลาการเดินทาง (รวมถึงเวลาการต่อเครื่องและการล่าช้าที่ไม่ได้คาดคิดด้วย)

คุณจะต้องแน่ใจว่าแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ที่อนุญาตให้พกพาที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบินจะไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและต้องหีบห่อในลักษณะที่ป้องกันการเกิดความเสียหาย แบตเตอรี่ที่ได้รับการปกป้องการลัดวงจร:

1. แบตเตอรี่ที่มีขั้วแบบจม หรือ 
2.  แบตเตอรี่ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันไม่ให้ขั้วแบตเตอรี่สัมผัสกับสิ่งที่เป็นโลหะ (รวมถึงขั้วของแบตเตอรี่ก้อนอื่นด้วย)

เมื่อนำอุปกรณ์ขึ้นเครื่องบินรวมกับสัมภาระอื่นและไม่ต้องการใช้งานในระหว่างเที่ยวบิน จะต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องและแยกเก็บไว้ต่างหาก เว้นแต่อุปกรณ์จะมีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพสองชั้นเพื่อป้องกันการเปิดใช้งานเองโดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการเดินทาง

อุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่อง (CPAP/PAP)

เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) จะต้องระบุว่า:

i. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
ii. จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
iii. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

การพกพาและการใช้งาน
ผู้โดยสารสามารถพกพาและใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบินได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

1. ต้องมีการขอรับใบรับรองแพทย์ทางระบบ MEDIF (ใบรับรองแพทย์เอทิฮัด) ล่วงหน้าเพื่อการพกพาเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น 
2. เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่องจะต้องมีฉลากรับรองจากผู้ผลิตว่ามีมาตรฐานตามข้อกำหนดของ FAA สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์แบบพกพา
3. น้ำหนักและขนาดสูงสุด (กว้าง ยาว สูง) ของอุปกรณ์ที่ผู้โดยสารจะใช้จะต้องมีขนาดเหมาะสมกับการนำเข้าห้องโดยสาร สามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งหรือพื้นที่เก็บของเหนือศีรษะ หรือมีการป้องกันการเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างหรือแนวขึ้นลง
4. จะต้องใช้อุปกรณ์ ณ บริเวณที่นั่งเท่านั้น โดยไม่วางกีดขวางทางออกปกติหรือทางออกฉุกเฉิน และไม่กีดขวางบริเวณทางเดินผู้โดยสาร และผู้ใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งที่แถวทางออก
5. ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนที่เหมาะสมต่อการใช้งานติดตัวไปด้วย และต้องจัดเก็บแบตเตอรี่สำรองในบรรจุภัณฑ์ที่ตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
6. เจ้าหน้าที่เช็คอินจะตรวจสอบอุปกรณ์ว่ามีสภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่

หมายเหตุ: ต้องมีการขอใบรับรองแพทย์ตามระบบ MEDIF (ใบรับรองแพทย์ของเอทิฮัด) หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทางและต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์)

ต้องระบุว่า:

i. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
ii. จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
iii. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

หมายเหตุ: ต้องมีการขอใบรับรองแพทย์ตามระบบ MEDIF (ใบรับรองแพทย์ของเอทิฮัด)

การเดินทางด้วยเที่ยวบินร่วม

การพกพาและการใช้

หากคุณเดินทางด้วยเที่ยวบินร่วม (ดำเนินการโดยสายการบินอื่น) โปรดติดต่อสายการบินผู้ดำเนินการบินเพื่อขอคำแนะนำ สายการบินเอทิฮัดไม่สามารถรับประกันบริการดังกล่าวบนเครื่องบินของสายการบินที่ไม่ได้ดำเนินการโดยเอทิฮัดได้

1. อุปกรณ์ดังกล่าวไม่รบกวนการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์นำทาง หรืออุปกรณ์สื่อสาร

2. ไม่มีควันหรือเปลวไฟภายในระยะ 10 ฟุตจากแถวที่มีผู้ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพา

3. ในระหว่างวิ่ง บินขึ้น หรือลงจอดของเครื่องบิน อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้อง:
• เก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าของผู้ใช้ หรือในพื้นที่จัดเก็บอื่นๆ ที่อนุญาตเพื่อให้ไม่กีดขวางบริเวณทางเดินเข้าออกแถว หรือ
• อุปกรณ์ดังกล่าวต้องใช้ ณ ที่นั่งในจุดที่ไม่กีดขวางทางออกปกติหรือทางออกฉุกเฉิน และไม่กีดขวางบริเวณทางเดินผู้โดยสาร

4. ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพานั่งที่แถวทางออก

5. เมื่อนักบินสั่งปิดสัญญาณ "รัดเข็มขัดนิรภัย" หรืออนุญาตให้ผู้โดยสารเดินไปเดินมาในห้องโดยสารได้ ผู้โดยสารจะสามารถใช้งานเครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาต่อได้

6. ผู้ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาต้องเข้าข่ายเงื่อนไขต่อไปนี้จึงจะสามารถใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบินได้:

• ผู้ใช้จะต้องสามารถได้ยินสัญญาณเตือนของอุปกรณ์ สามารถเห็นแสงไฟเตือน และมีความสามารถในการตอบสนอง ต่อสัญญาณและแสงไฟเตือนต่างๆ หรือเดินทางกับผู้ที่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้
• ผู้ใช้จะต้องแน่ใจว่าเครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาปราศจากน้ำมัน จาระบี หรือผลิตภัณฑ์ปิโตเลียมอื่นๆ และอยู่ในสภาพที่ไม่มีความเสียหายหรือมีร่องรอยความเสียหายที่มากเกินไป
• ผู้ใช้จะต้องแจ้งให้แผนกรับจองของเอทิฮัดทราบว่าต้องการใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาบนเครื่องบินและต้องอนุญาตให้ลูกเรือดูใบรับรองแพทย์ด้วย
• สามารถใช้โลชั่นหรือขึ้ผึ้งที่ใช้ได้กับออกซิเจนเท่านั้นกับผู้ที่ใช้เครื่องสร้างออกซิเจนแบบพกพา
• ผู้ใช้ซึ่งใบรับรองแพทย์ระบุระยะเวลาการใช้ออกซิเจนจะต้องขอรับแผนการบินและระยะเวลาจากผู้ดำเนินการบิน ผู้ใช้ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนเพียงพอที่จะใช้งานตามระยะเวลาที่ใบรับรองแพทย์กำหนดและต้องมีแบตเตอรี่สำรองเผื่อกรณีความล่าช้าที่ไม่ได้คาดไว้ก่อนด้วย
• ผู้ใช้จะต้องแน่ใจว่าแบตเตอรี่ของเครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบินจะไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและต้องหีบห่อในลักษณะที่ป้องกันการเกิดความเสียหาย การป้องกันแบตเตอรี่ไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรนั้นรวมถึง:
(1) การใช้แบตเตอรี่ที่ออกแบบให้ขั้วอยู่ลึกเข้าไปข้างใน
(2) การหีบห่อที่ป้องกันไม่ให้ขั้วแบตเตอรี่สัมผัสกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นโลหะ (รวมถึงขั้วของแบตเตอรี่ก้อนอื่นๆ ด้วย)

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อนำเครื่องผลิตออกซิเจนแบบใช้แบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินรวมกับสัมภาระอื่นและไม่ต้องการใช้งานในระหว่างเที่ยวบิน จะต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องและแยกเก็บไว้ต่างหาก เว้นแต่จะมีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพสองชั้นเพื่อป้องกันการเปิดใช้งานเองโดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการเดินทาง