เราห่วงใยในสุขภาพและความปลอดภัยของคุณ

สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อประเมินความแข็งแรงก่อนการเดินทางทางอากาศของคุณ:
  1. แรงดันอากาศต่ำ
    แรงกดอากาศในห้องโดยสารจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างหลังการบินขึ้นและก่อนการร่อนลงจอด การขยายตัวและหดตัวของก๊าซสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อแรงดันได้
     
  2. แรงดันออกซิเจนลดลงบางส่วน
    ห้องโดยสารจะมีความกดอากาศในระดับเดียวกับที่ความสูงสูงสุด 8,000 ฟุต และแรงดันบางส่วนของออกซิเจนจะน้อยกว่าบนพื้นดินประมาณ 20% ผู้โดยสารที่มีอาการด้านหัวใจและปอดหรือภาวะโลหิตจางอาจจะมีความเสี่ยง ผู้โดยสารอาจต้องมีออกเซิเจนสำรองหรือต้องเลื่อนการเดินทางออกไป ผู้โดยสารที่มีหลายอาการอาจต้องมีการทดสอบจำลองความสภาวะที่สูง
การประเมินความแข็งแรงของผู้โดยสารก่อนบิน

3. ห้องโดยสารของเครื่องบนเชิงพาณิชย์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อใช้แทนสิ่งแวดล้อมทางการแพทย์
อาจไม่สามารถให้บริการทางการแพทย์ขั้นสูงได้ หากผู้โดยสารมีอาการป่วยร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการกำเริบบนเครื่องบิน ผู้โดยสารจะต้องเลื่อนการเดินทางหรือเดินทางโดยเครื่องบินพยาบาล

ใครที่จำเป็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์

ใบรับรองแพทย์

กรณีที่ผู้โดยสารต้องมีใช้ใบรับรองแพทย์มีดังนี้

  • ป่วยจากอาการใดๆที่เชื่อว่าเป็นโรคที่ติดต่อหรือแพร่ได้
  • มีแนวโน้มเป็นอันตรายหรือเป็นเหตุให้ผู้โดยสารคนอื่นไม่สบายใจ เนื่องจากอาการทางกายภาพหรือพฤติกรรม
  • พิจารณาว่าเป็นอันตรายต่อความปลอดภับหรือเวลาเดินทางของเครื่องบิน รวมถึงความเป็นไปได้ที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน
  • ไม่สามารถดูแลตนเองได้หรือต้องการความช่วยเหลือพิเศษ
  • มีอาการทางการแพทย์ที่อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อสภาพแวดล้อมของเครื่อง
  • มีเหตุการณ์ทางการแพทย์ที่รุนแรงเมื่อไม่นานมานี้
  • ป่วยจากอาการทางกายหรือทางจิต
  • ต้องการเปลเข็น
  • ต้องการออกซิเจนบนเครื่อง หรือกำลังใช้เครื่องผลิตออกซิเจนส่วนบุคคล (POC) หรือเครื่องช่วยหายใจ
  • ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้แบตเตอรี่ หรือผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ในระหว่างเที่ยวบิน (เช่น ต้องมีการฉีดยา)

    *อุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่แบบแห้งเท่านั้นที่ได้อนุญาตให้ใช้บนเครื่อง

หากผู้โดยสารไม่มีความจำเป็นตามประเภทข้างต้น แต่มีข้อสงสัย ก็ควรใช้ใบรับรองแพทย์

ใบรับรองแพทย์ และฟอร์ม MEDIF

ใบรับรองแพทย์

ต้องส่งแบบฟอร์ม MEDIF (ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของร่างกายในการเดินทางหรือความช่วยเหลือพิเศษ) อย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทาง พร้อมด้วยรายงานทางการแพทย์เป็นภาษาอังกฤษที่ต้องออกก่อนวันเดินทางไม่เกิน 10 วัน

ต้องตอบ ลงชื่อ และลงวันที่ใน MEDIF ทุกข้อ ฟอร์มที่กรอกไม่สมบูรณ์จะไม่สามารถนำมาประเมินได้

การตัดสินใจว่าผู้โดยสารสามารถหรือไม่สามารถเดินทางได้ ขึ้นอยู่กับศูนย์การแพทย์ของสายการบินเอทิฮัด (EAMC)

EAMC จะออก  ใบรับรองแพย์  ซึ่งจะนำส่งให้คุณผ่านทางสำนักงานจำหน่ายบัตรโดยสาร ผู้โดยสารอาจถูกขอให้แสดงใบรับรองแพทย์เมื่อใดก็ได้ในระหว่างเดินทาง ดังนั้นจึงควรเก็บไว้ในที่ที่หยิบง่าย

 MEDIF  ฉบับแยกอาจถูกขอให้แสดงสำหรับการเดินทางขากลับตามที่แนะนำโดย EAMC

ต้องแจ้งให้เอทิฮัดทราบในทันทีหากอาการของผู้โดยสารที่จะเดินทางมีการเปลี่ยนแปลง ในกรณีที่อาการของผู้โดยสารเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันในระหว่างการเดินทาง เราจะขอให้ผู้โดยสารกรอกเอกสารทางการแพทย์อีกครั้งเพื่อตรวจสอบว่าผู้โดยสารแข็งแรงเพียงพอที่จะเดินทางทางอากาศหรือไม่

ผู้โดยสารที่มีความต้องการพิเศษ

นักประดาน้ำ

อาการเมาความกดอากาศจากการดำน้ำจะเกิดขึ้น หากดำน้ำแล้วเดินทางไปยังความสูงเหนือระดับน้ำทะเลในทันที ผู้โดยสารที่เพิ่งผ่านการดำน้ำมาควรเลื่อนการเดินทางไป 24 ชั่วโมงหลังดำน้ำ และเลื่อนไป 48 ชั่วโมงหากเป็นการดำน้ำที่มีความดันสูง

ผู้โดยสารที่มีอาการไม่สบายเนื่องจากความกดอากาศต้องขอใบรับรองแพทย์ผ่านทาง MEDIF  โปรดศึกษาคำแนะนำด้านความพร้อมสำหรับการบินของสายการบินเอทิฮัด ( Etihad Airways Fitness to Fly Guidelines) สำหรับช่วงเวลาที่คุณเดินทางได้
นักประดาน้ำ

คนแก่หรือผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุอาจต้องขอใช้บริการรถเข็นเนื่องจากมีอายุมากหรือไม่สามารถเดินได้
คนแก่หรือผู้สูงอายุ

เด็ก

เด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพต้องผ่านขั้นตอน MEDIF เช่นดียวกับผู้ใหญ่

เราต้องการให้ผู้โดยสารที่เป็นเด็กได้รับประสบการณ์เดินทางที่ดี เราจึงมีการบริการพิเศษเพื่อพวกเขา

รับข้อมูลเพิ่มเติม ►

สายการบินเอทิฮัด: เด็ก

ทารกแรกเกิด

การเดินทางกับทารกแรกเกิดจะทำได้หากทารกมีอายุ 7 วันขึ้นไป หากเป็นการคลอดที่ไม่มีปัญหาและไม่มีประวัติการคลอดก่อนกำหนด

กรณีที่มีปัญหาหรือการตลอดก่อนกำหนด ต้องยื่นขอ MEDIF และรายงานทางการแพทย์

ทารกแรกเกิด

แฝดสยาม/แฝดที่ตัวติดกัน

แฝดสยาม (หรือแฝดที่ตัวติดกัน) นั้นจะได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษและจะใช้วิธีการคำนวณอายุและน้ำหนักของทั้งคู่เพื่อจัดหาที่นั่ง  แฝดสยามจะถือว่าเป็นผู้โดยสารสองคนและต้องออกตั๋วแยก   ต้องมีใบรับรองแพทย์ผ่าน MEDIF สำหรับการเดินทาง

แฝดสยาม/แฝดที่ตัวติดกัน

สตรีมีครรภ์

ในช่วง 28 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ สตรีมีครรภ์ทารกคนเดียวหรือหลายคนสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์

สำหรับสตรีมีครรภ์ที่อายุครรภ์เกินช่วงเวลาดังกล่าว จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการเดินทาง

ดูคำแนะนำฉบับเต็ม 

สตรีมีครรภ์

คำขอความต้องการพิเศษ

เก้าอี้รถเข็น

ประเภทความช่วยเหลือด้านรถเข็นมีดังนี้

  • รถเข็นสำหรับขึ้นทางลาด (WCHR) สำหรับผู้โดยสารไม่สามารถเดินได้ไกลบนทางลาด แต่สามารถขึ้นบันไดได้ และเดินบนเครื่องได้
  • รถเข็นสำหรับขึ้นทางชัน (WCHR) สำหรับผู้โดยสารไม่สามารถเดินได้ไกลบนทางลาดหรือไม่สามารถขึ้นบันไดได้ แต่สามารถเดินภายในเครื่องได้
  • รถเข็นสำหรับใช้บนเครื่อง (WCHC) สหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินได้เลย

เก้าอี้รถเข็นบนเครื่องบิน
บนเครื่องบินของเอทิฮัดทุกเที่ยวบินจะมีเก้าอี้รถเข็นเพื่อพาผู้โดยสารที่ไม่สามารถเคลื่อนที่เองได้ไปห้องน้ำบนเครื่องบิน

การเดินทางด้วยรถเข็นส่วนตัว
เราจะถือว่ารถเข็นส่วนตัวเป็นสัมภาระโดยไม่เรียกเก็บค่าบริการและไม่รวมกับจำนวนน้ำหนักสัมภาระที่อนุญาตในกรณีที่รถเข็นทำงานด้วยแบตแห้ง

เครื่องบินของเอทิฮัดที่เดินทางเข้าออกสหรัฐฯ จะมีพื้นที่สำหรับเก็บรถเข็นแบบพับได้ในห้องเก็บของสำหรับผู้โดยสารหนึ่งที่ พื้นที่ดังกล่าวจะให้บริการแบบมาก่อนได้ก่อน

ที่นั่งพิเศษ

ที่นั่งพิเศษ เราจัดเตรียมที่นั่งพิเศษไว้ให้ ใกล้ห้องน้ำหรือข้างๆ ผู้ดูแล

ออกซิเจนเพื่อการบำบัดรักษา

คุณต้องส่ง MEDIF เพื่อรับใบรับรองการแพทย์ หากคุณต้องต้องการออกซิเจน หรือต้องการเครื่องผลิตออกซิเจนส่วนตัว (POC) สำหรับการเดินทาง ต้องขอใช้บริการนี้ก่อนเดินทางอย่างน้อย 72 ชั่วโมง

เราจัดเตรียมออกซิเจน (ด้วยหน้ากากหรือสายต่อเข้าจมูกที่ 1,2,3,4 หรือ 8 ลิตรต่อนาที) สำหรับใช้บนเครื่องบิน รุ่น 8 ลิตรต่อนาทีจะมีให้บริการในบางเส้นทางบินเท่านั้น เอทิฮัดใช้กระบอกสูบออกซิเจน "ซีโร่ทู" ซึ่งใช้ได้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ โปรดดูรายละเอียดและข้อกำหนดพิเศษได้ที่เว็บไซต์ของผู้จัดจำหน่ายของเรา aeromedicgroup.com

หากคุณต้องการใช้ออกซิเจนเสริมบนภาคพื้นดิน (เช่นในสนามบินก่อนขึ้นเครื่อง หลังจากเครื่องลงหรือระหว่างการเปลี่ยนเครื่อง) คุณต้องใช้เครื่องผลิตออกซิเจนส่วนตัว (POC)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ POC โปรดอ้างอิงถึงส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในหน้านี้

เตียงเข็น

บุคคลที่ต้องการเตียงเข็นคือ ผู้ป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องเดินทางด้วยเตียงเข็นที่สามารถนำเข้าไปในเครื่องได้เท่านั้น ผู้โดยสารไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งการนั่งได้ขณะที่เครื่องขึ้นและลง ผู้โดยสารที่ต้องใช้เตียงเข็นสามารถเดินทางได้ในชั้นประหยัดเท่านั้น โดยต้องการที่นั่ง 8-9 ที่

ต้องใช้ MEDIF ต้องขอใช้บริการนี้ก่อนเดินทางอย่างน้อย 72 ชั่วโมง

ผู้ดูแลทางการแพทย์จำเป็นต้องมีให้สำหรับผู้โดยสาร หากมีการระบุในใบรับรองแพทย์ ผู้ดูแลที่ไม่ใช่แพทย์สามารถดูแลผู้โดยสารที่มีปัญหาด้านสุขภาพได้ หากไม่จำเป็นต้องใช้พยาบาลหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เปลเด็ก

 เปลเด็ก

ที่นั่งสำหรับเปลเด็กบนเครื่องในชั้นประหยัดและชั้นธุรกิจให้บริการแบบมาก่อนได้ก่อน โปรดสำรองที่นั่งแต่เนิ่นๆ

พื้นที่ดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับทารกอายุต่ำกว่า 10 เดือนและน้ำหนักต่ำกว่า 10 กก.

รับข้อมูลเพิ่มเติม

อาหารพิเศษ

อาหารพิเศษ

สามารถขออาหารพิเศษสำหรับเหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ผ่านการจองบัตรโดยสารทางออนไลน์ เมื่อ เปลี่ยนแปลง การจองออนไลน์ หรือแจ้งผ่านทางตัวแทนจำหน่ายโดยตรง

รับข้อมูลเพิ่มเติม

หมายเหตุที่สำคัญ

  • หากคุณต้องการใช้บริการพิเศษของเรา โปรดขอรับบริการดังกล่าวเมื่อคุณทำการจอง หรือแจ้งอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ก่่อนเที่ยวบินออกเดินทาง

    อุปกรณ์ช่วยเดิน อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ยันรักแร้ และที่ช่วยเดินแบบพับเก็บได้บนเครื่อง อุปกรณ์ดังกล่าวต้องเก็บไว้ในที่เก็บที่ได้รับอนุญาตก่อนเครื่องขึ้นและลง พนักงานต้อนรับจะช่วยคุณจัดเก็บและนำอุปกรณ์ช่วยเหลือมาให้คุณเมื่อได้รับการร้องขอ

    อุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินบนเครื่อง มีไว้ใช้เฉพาะกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

    การเตรียมการเรื่องรถพยาบาลและโรงพยาบาล รถพยาบาลและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือการจัดการเรื่องการเคลื่อนย้ายเป็นความรับผิดชอบของผู้โดยสารเอง เราไม่มีการบริการรถพยาบาลหรือการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

    การเดินทางกับสายการบินพันธมิตร หากเที่ยวบินทั้งหมดหรือบางช่วงของคุณดำเนินการโดยหนึ่งในสายการบินพันธมิตรของเรา, โปรดติดต่อสายการบินนั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ เราไม่สามารถรับประกันบริการดังกล่าวบนเครื่องบินของสายการบินที่ไม่ได้ดำเนินการโดยเอทิฮัดได้

    ติดต่อหาเราเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

หมายเหตุเกี่ยวกับกรณีพิเศษ

เครื่องช่วยหายใจ

ศูนย์การแพทย์เอทิฮัดจะออกใบรับรองแพทย์และมอบให้แก่ผู้โดยสาร ณ สำนักงานบัตรโดยสารที่ดำเนินการ ผู้โดยสารอาจถูกขอให้แสดงใบรับรองแพทย์เมื่อใดก็ได้ในระหว่างเดินทาง ดังนั้นจึงควรเก็บไว้ในที่ที่หยิบง่าย  ผู้โดยสารอาจต้องขอ MEDIF ต่างหากสำหรับการเดินทางเที่ยวกลับ (โปรดสอบถามศูนย์การแพทย์สายการบินเอทิฮัด)

มีบริการแบบฟอร์ม MEDIF ที่ระบุไว้ด้านบนสำหรับ ดาวน์โหลดทีนี่

ใบรับรองแพทย์ (MEDIF)

ผู้โดยสารที่เป็นโรคเกี่ยวกับหายใจขั้นรุนแรงที่ก่อให้เกิดอาการหายใจลำบากเมื่อเดินไกลกว่า 100 ม. บนพื้นราบ หรือต้องให้ออกซิเจนที่บ้านหรือที่โรงพยายาล (หรือในเที่ยวบิน) ที่ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจน เครื่องให้ออกซิเจนบนเครื่องบินนั้นมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ผู้โดยสารที่เป็นโรคเกี่ยวกับการหายใจขั้นรุนแรงและผู้โดยสารที่ต้องให้ออกซิเจนตลอดเวลา รวมถึงผู้โดยสารที่ต้องใช้เตียงเข็นนั้นจะต้องแนบรายงานทางการแพทย์อย่างละเอียดมากับคำขอ   MEDIF  ด้วย

อาการเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ

ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม  MEDIF   หากคุณต้องการขอใช้รถเข็นแค่ถึงประตูเครื่องบิน โปรดแจ้งให้ตัวแทนการท่องเที่ยวทราบเมื่อทำการจองบัตรโดยสาร

หมายเหตุ: กฎหมายการบินพลเรือนกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนจะต้องนั่งในที่นั่งของเครื่องบินโดยปรับให้พนักพิงตั้งตรงเมื่อจำเป็น

ความทุพพลภาพทางจิต

ผู้โดยสารทุกคนที่เพิ่งดามกระดูกที่แตกเป็นรอยยาวหรือเข้าเฝือกขาอยู่ (เฝือกต้องมีอายุอย่างน้อย 48 ชั่วโมง) จะต้องมีใบรับรองแพทย์ ควรเปลี่ยนพลาสเตอร์สำหรับแผลสด(48 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า) ที่อาจจะบวมภายในเฝือกเมื่อเดินทางในเที่ยวบินยาว ไม่มีพื้นที่พิเศษสำหรับยกขาเหยียดสูงในชั้นประหยัด ผู้โดยสารที่ต้องยกขาเหยียดสูงควรพิจารณาจองบัตรโดยสารในโซนพรีเมี่ยม

กระดูกหัก

ผู้โดยสารที่เป็นโรคไขข้ออักเสบสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ หากผู้โดยสารมีปัญหาในการเคลื่อนไหวอย่างมาก จะต้องกรอกแบบฟอร์ม  MEDIF  และแนบรายงานการวินิจฉัยล่าสุดของแพทย์ส่งให้แก่สำนักงานของเอทิฮัดที่ใกล้ที่สุด

ไขข้ออักเสบ

ผู้โดยสารที่สามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบินได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์  

แขนขาเทียม

ผู้โดยสารที่ตาบอดตาบอดถาวรสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่ต้องมีการแจ้งความช่วยเหลือที่ต้องการเมื่อทำการจองบัตรโดยสาร กลุ่มที่ต้องขอใบรับรองแพทย์

ผู้โดยสารที่ตาบอดชั่วคราวจะต้องขอใบรับรองแพทย์ผ่าน  MEDIF

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะอ่านเมนูอาหารให้คุณฟัง บอกชนิดอาหาร และตำแหน่งของอาหารในถาดของคุณ และช่วยเปิดบรรจุภัณฑ์ให้หากคุณร้องขอ

สุนัขนำทาง
ตามกฎของรัฐบาล UAE สัตว์ทั้งหมดจะต้องเดินทางเข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยผ่านคลังสินค้าเท่านั้น   โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสุนัขนำทาง (สุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดที่ผ่านการฝึก) ให้สามารถเดินทางในห้องโดยสารเที่ยวบินตรงของเอทิฮัดสู่หรือจากสหรัฐฯ โดยไม่เสียค่าบริการ (โดยต้องปฏิบัติตามกฎข้อห้ามของประเทศ) เว้นแต่สุนัขดังกล่าวจะส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้โดยสารอื่นๆ โดยตรง หรือมีลักษณะที่อาจสร้างความรบกวนในห้องโดยสารได้

เราต้องขอให้แสดงเอกสารที่รับรองว่าสุนัขจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือสร้างกลิ่นรบกวนในห้องโดยสาร (หากเที่ยวบินดังกล่าวมีตารางเวลาการบินแปดชั่วโมงขึ้นไป)

หากคุณต้องการเดินทางโดยนำสุนัขนำทางเข้าไปในห้องโดยสารด้วย โปรดแจ้งสำนักงานของเอทิฮัดในพื้นที่ของคุณล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมงเพื่อจัดการเกี่ยวกับการรับสัตว์ที่อาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานอาบูดาบี  

เราขอแนะนำให้คุณนำแผ่นรองถ่ายสำหรับสุนัขติดตัวมาด้วย สุนัขนำทางสามารถเดินทางร่วมกับผู้โดยสารในห้องโดยสารได้โดยต้องไม่ขวางทางเดินในห้องโดยสารหรือแถวทางออกฉุกเฉิน

  ควรล่ามสุนัขนำทางให้เรียบร้อย

ผู้โดยสารที่ทุพพลภาพทางการมองเห็นหรือตาบอด

แขกที่เป็นใบ้หรือหูหนวกไม่จำเป็นต้องขอ  MEDIF แต่จะสามารถขอรับบริการคำแนะนำเมื่อทำการจองได้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะแจ้งให้คุณทราบเสมอเมื่อมีการประกาศต่างๆ ในระหว่างเที่ยวบิน

ผู้โดยสารที่เป็นใบ้หรือหูหนวก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์เพื่อเดินทางกับสายการบินเอทิฮัด อย่างไรก็ตาม คุณอาจต้องการรับอาหารพิเศษหรือการรักษาต่างๆ ในระหว่างการเดินทาง คุณต้องมีรายงานจากแพทย์หากคุณนำยาหรือเข็มฉีดยาติดตัวไว้ในกระเป๋าถือของคุณ เพื่อที่คุณจะไม่มีปัญหาใดๆ ในระหว่างการตรวจสอบด้านความปลอดภัย  

คุณจำเป็นต้องขอใบรับรองแพทย์ (ผ่านทาง MEDIF) หากมีอาการที่ไม่แน่นอน

เบาหวาน

อาการเมาความกดอากาศของนักดำน้ำจะเกิดขึ้นหากดำน้ำแล้วเดินทางไปยังความสูงเหนือระดับน้ำทะเลในทันที ผู้โดยสารที่เพิ่งผ่านการดำนำลึกควรจะเลื่อนเวลาการเดินทางออกไป 24 ชั่วโมง ผู้โดยสารที่เคยหรือกำลังมีอาการเมาความกดอากาศต้องขอใบรับรองแพทย์ผ่านทาง MEDIF

นักประดาน้ำ

ผู้โดยสารที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถเดินทางกับสายการบินเอทิฮัดได้โดยต้องมีผู้ใหญ่ร่วมเดินทางไปด้วย โดยต้องให้แพทย์ที่ทำการรักษากรอก MEDIF  แล้วยื่นให้ EAMC อนุมัติ

ความปกพร่องทางสติปัญญา

แฝดสยาม (หรือแฝดที่ตัวติดกัน) นั้นจะได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษและจะใช้วิธีการคำนวณอายุและน้ำหนักของทั้งคู่เพื่อจัดหาที่นั่ง และจะได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้โดยสารคนเดียวเมื่อมีการเก็บค่าบัตรโดยสาร แฝดสยาม/แฝดที่ตัวติดกันต้องขอใบรับรองแพทย์ผ่านทาง MEDIF  เพื่อเดินทางกับสายการบินเอทิฮัด

แฝดสยาม/แฝดที่ตัวติดกัน

ผู้สูงอายุอาจต้องขอใช้บริการรถเข็นเนื่องจากมีอายุมากหรือไม่สามารถเดินได้

ผู้สูงอายุ

สามารถสั่งอาหารพิเศษเนื่องจากเหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ได้จากตัวแทนการท่องเที่ยวของคุณโดยไม่ต้องใช้แบบฟอร์มนี้

อาหารพิเศษ

สายการบินเอทิฮัดมีบริการเตียงเข็นแก่ผู้โดยสารในทุกเที่ยวบินของชั้นประหยัดโครอล ผู้โดยสารที่ใช้เตียงเข็นทุกรายจะต้องมีผู้ร่วมเดินทางด้วย ต้องมีการกรอกและยื่น MEDIF  พร้อมด้วยรายงานการตรวจโรคอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

เตียงเข็น

สายการบินเอทิฮัดมีบริการรถเข็นให้แก่ผู้โดยสารของเรา โดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้:

• รถเข็นแบบใช้กับทางลาด  - สำหรับผู้โดยสารที่สามารถเดินขึ้นบันไดและเดินในห้องโดยสารได้
• รถเข็นแบบใช้กับทางชัน  - สำหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินขึ้นบันไดแต่สามารถเดินในห้องโดยสารได้
• รถเข็นแบบใช้ในห้องโดยสาร   - สำหรับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินขึ้นบันไดและไม่สามารถเดินในห้องโดยสารได้  

สายการบินเอทิฮัดจะยอมรับรถเข็นส่วนตัวของผู้โดยสารโดยถือเป็นสัมภาระ ไม่คิดค่าบริการ และไม่รวมกับจำนวนน้ำหนักสัมภาระที่อนุญาตในกรณีที่รถเข็นทำงานด้วยแบตแห้ง

เก้าอี้รถเข็นบนเครื่องบิน บนเครื่องบินของเอทิฮัดทุกเที่ยวบินจะมีเก้าอี้รถเข็นเพื่อพาผู้โดยสารที่ไม่สามารถเคลื่อนที่เองได้ไปห้องน้ำบนเครื่องบิน

การเดินทางพร้อมด้วยรถเข็นของคุณเอง
เครื่องบินของเอทิฮัดที่เดินทางเข้าออกสหรัฐฯ จะมีพื้นที่สำหรับเก็บรถเข็นแบบพับได้ในห้องเก็บของสำหรับผู้โดยสารหนึ่งที่ พื้นที่ดังกล่าวจะให้บริการแบบมาก่อนได้ก่อน   ต้องพับเก้าอี้รถเข็นหรืออุปกรณ์ช่วยเหลือที่หนักหรือใหญ่เกินกว่าที่จะเอาเข้าห้องโดยสารก่อนนำขึ้นเครื่องบิน

เก้าอี้รถเข็น

สามารถนำอุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนที่เช่นไม้เท้า ไม้ค้ำ และไม้เท้าแบบพับได้เข้าห้องโดยสารได้ โดยต้องจัดเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่อนุญาตก่อนการบินขึ้นและร่อนลง    เมื่อได้รับการร้องขอ พนักงานต้อนรับจะช่วยคุณจัดเก็บและนำอุปกรณ์ช่วยเหลือมาให้คุณ

อุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนที่และการเข้าถึงในเที่ยวบิน

เรามีที่นั่งที่มีที่วางแขนฝั่งทางเดินแบบขยับได้สำหรับบริการผู้โดยสารที่ใช้เก้าอี้รถเข็นบนเครื่องบินเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าที่นั่งได้อย่างง่ายดาย   จำนวนและตำแหน่งของที่นั่งที่มีที่วางแขนฝั่งทางเดินแบบขยับได้จะแตกต่างกันไปตามชนิดของเครื่องบิน

ที่วางแขนฝั่งทางเดินแบบขยับได้

ต้องยื่น MEDIF และรายงานการวินิจฉัยอาการให้แก่สำนักงานของเอทิฮัดอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ศูนย์การแพทย์เอทิฮัดอาจจะร้องขอรายงานอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อประเมินเป็นรายกรณี

ควรกรอก MEDIF ตามอาการของผู้โดยสารภายใน 10 วันก่อนการเดินทางทางอากาศ ต้องแจ้งให้เอทิฮัดทราบในทันทีหากอาการของผู้โดยสารที่จะเดินทางมีการเปลี่ยนแปลง ในกรณีที่อาการของผู้โดยสารเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันในระหว่างการเดินทาง เราจะขอให้ผู้โดยสารกรอกเอกสารทางการแพทย์อีกครั้งเพื่อตรวจสอบว่าผู้โดยสารแข็งแรงเพียงพอที่จะเดินทางทางอากาศหรือไม่

อุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์

ผู้โดยสารที่ต้องการใช้ออกซิเจนหรือต้องการใช้เครื่องทำออกซิเจนส่วนบุคคลในการเดินทางกับสายการบินเอทิฮัดต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อเดินทาง ต้องขอใช้บริการนี้ก่อนเดินทางอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เอทิฮัดใช้กระบอกสูบออกซิเจน "ซีโร่ทู" ซึ่งใช้ได้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ โปรดดูรายละเอียดและข้อกำหนดพิเศษได้ที่เว็บไซต์ของผู้จำหน่ายของเรา aeromedicgroup.com

เครื่องสร้างออกซิเจนแบบพกพา (POC)
หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณต้องแจ้งให้เราทราบก่อนที่เที่ยวบินของคุณจะออกเดินทางอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทางและต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

ยี่ห้อที่ได้รับอนุญาต
ในปัจจุบันกรมการบินพลเรือนทั่วไปของ UAE อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ยี่ห้อต่อไปนี้บนเครื่องบินของเอทิฮัดได้:

•   AirSep FreeStyle      
•   AirSep LifeStyle     
•   DeVilbiss Healthcare iGo     
•   Inogen One     
•   Inogen One G2     
•   Inova Labs LifeChoice (Previous name: International Biophysics LifeChoice) 
      •   Invacare XPO2     
•  Invacare Solo2
•   Oxlife Independence Oxygen Concentrator     
•   Oxus Inc. RS-00400 (Previous name: Delphi RS-00400)
•  Respironics EverGo
•  SeQual Eclipse

ออกซิเจนเพื่อการรักษาโรค

ไม่ต้องขอใบรับรองแพทย์ล่วงหน้า

หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณต้องแจ้งให้เราทราบก่อนที่เที่ยวบินของคุณจะออกเดินทางอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทางและต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) จะต้องระบุว่า
:i. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
ii. จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
iii. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

การพกพาและการใช้งาน
ผู้โดยสารสามารถพกพาและใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบินได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

1. เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่องจะต้องมีฉลากรับรองจากผู้ผลิตว่ามีมาตรฐานตามข้อกำหนดของ FAA สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์แบบพกพา
2. น้ำหนักและขนาดสูงสุด (กว้าง ยาว สูง) ของอุปกรณ์ที่ผู้โดยสารจะใช้จะต้องมีขนาดเหมาะสมกับการนำเข้าห้องโดยสาร สามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งหรือพื้นที่เก็บของเหนือศีรษะ หรือมีการป้องกันการเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างหรือแนวขึ้นลง
3. จะต้องใช้อุปกรณ์ ณ บริเวณที่นั่งเท่านั้น โดยไม่วางกีดขวางทางออกปกติหรือทางออกฉุกเฉิน และไม่กีดขวางบริเวณทางเดินผู้โดยสาร และผู้ใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งที่แถวทางออก
4. ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนที่เหมาะสมต่อการใช้งานติดตัวไปด้วย และต้องจัดเก็บแบตเตอรี่สำรองในบรรจุภัณฑ์ที่ตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
5. เจ้าหน้าที่เช็คอินจะตรวจสอบว่าอุปกรณ์นั้นมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้หรือไม่ คุณมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการนำแบตเตอรี่ให้เพียงพอต่อการเวลาการเดินทาง (รวมถึงเวลาการต่อเครื่องและการล่าช้าที่ไม่ได้คาดคิดด้วย)

คุณจะต้องแน่ใจว่าแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ที่อนุญาตให้พกพาที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบินจะไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและต้องหีบห่อในลักษณะที่ป้องกันการเกิดความเสียหาย แบตเตอรี่ที่ได้รับการปกป้องการลัดวงจร:

1. แบตเตอรี่ที่มีขั้วแบบจม หรือ 
2.  แบตเตอรี่ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันไม่ให้ขั้วแบตเตอรี่สัมผัสกับสิ่งที่เป็นโลหะ (รวมถึงขั้วของแบตเตอรี่ก้อนอื่นด้วย)

เมื่อนำอุปกรณ์ขึ้นเครื่องบินรวมกับสัมภาระอื่นและไม่ต้องการใช้งานในระหว่างเที่ยวบิน จะต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องและแยกเก็บไว้ต่างหาก เว้นแต่อุปกรณ์จะมีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพสองชั้นเพื่อป้องกันการเปิดใช้งานเองโดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการเดินทาง

อุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่อง (CPAP/PAP)

เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) จะต้องระบุว่า:

i. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
ii. จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
iii. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

การพกพาและการใช้งาน
ผู้โดยสารสามารถพกพาและใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบินได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

1. ต้องมีการขอรับใบรับรองแพทย์ทางระบบ MEDIF (ใบรับรองแพทย์เอทิฮัด) ล่วงหน้าเพื่อการพกพาเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น 
2. เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่องจะต้องมีฉลากรับรองจากผู้ผลิตว่ามีมาตรฐานตามข้อกำหนดของ FAA สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์แบบพกพา
3. น้ำหนักและขนาดสูงสุด (กว้าง ยาว สูง) ของอุปกรณ์ที่ผู้โดยสารจะใช้จะต้องมีขนาดเหมาะสมกับการนำเข้าห้องโดยสาร สามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งหรือพื้นที่เก็บของเหนือศีรษะ หรือมีการป้องกันการเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างหรือแนวขึ้นลง
4. จะต้องใช้อุปกรณ์ ณ บริเวณที่นั่งเท่านั้น โดยไม่วางกีดขวางทางออกปกติหรือทางออกฉุกเฉิน และไม่กีดขวางบริเวณทางเดินผู้โดยสาร และผู้ใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งที่แถวทางออก
5. ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนที่เหมาะสมต่อการใช้งานติดตัวไปด้วย และต้องจัดเก็บแบตเตอรี่สำรองในบรรจุภัณฑ์ที่ตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
6. เจ้าหน้าที่เช็คอินจะตรวจสอบอุปกรณ์ว่ามีสภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่

หมายเหตุ: ต้องมีการขอใบรับรองแพทย์ตามระบบ MEDIF (ใบรับรองแพทย์ของเอทิฮัด) หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทางและต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์)

ต้องระบุว่า:

i. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
ii. จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
iii. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

หมายเหตุ: ต้องมีการขอใบรับรองแพทย์ตามระบบ MEDIF (ใบรับรองแพทย์ของเอทิฮัด)

อุปกรณ์ทางการแพทย์

FAA อนุมัติแล้ว

อุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งหมดที่ต้องการใช้งานบนเครื่องบินต้องได้รับการรับรองจาก FAA อุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องมีฉลากรับรองจาก FAA ของสหรัฐฯ หรือผู้โดยสารจะต้องแสดงเอกสารการรับรองจากผู้ผลิตซึ่งมีการระบุว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการรับรองจาก FAA อุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งหมดทำงานโดยแบตเตอรี่ (เซลล์แห้ง) โดยแบตเตอรี่จะต้องใช้งานได้เป็นระยะเวลา 1.5 เท่าของระยะเวลาการบิน

ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต้องได้รับใบรับรองทางการแพทย์ล่วงหน้าก่อน และศูนย์การแพทย์ของสายการบินเอทิฮัดจะพิจารณาอนุม้ติเป็นรายกรณีไป หากได้รับอนุมัติแล้ว ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจะต้องเดินทางพร้อมกับแพทย์ผู้มีประสบการณ์ในส่งตัวผู้ป่วยด้วยอากาศยาน

เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพา

หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณต้องแจ้งให้เราทราบก่อนที่เที่ยวบินของคุณจะออกเดินทางอย่างน้อย 72 ชั่วโมง

คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทางและต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

ยี่ห้อที่ได้รับอนุญาต
ในปัจจุบันกรมการบินพลเรือนทั่วไปของ UAE อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ยี่ห้อต่อไปนี้บนเครื่องบินของเอทิฮัดได้

  • AirSep Focus, AirSep FreeStyle, AirSep FreeStyle 5 และ AirSep LifeStyle
  • DeVilbiss Healthcare iGo
  • Inogen One, Inogen One G2 และ Inogen One G3
  • Inova Labs LifeChoice Activox, Inova Labs LifeChoice หรือ International Biophysics LifeChoice
  • Invacare XPO2 และ Invacare Solo2
  • Oxlife Independence
  • Oxus Inc. RS-00400 หรือ Delphi RS-00400
  • Precision Medical EasyPulse
  • Respironics EverGo และ Respironics SimplyGo
  • SeQual Eclipse
  • SeQual SAROS

หมายเหตุสำคัญ
หากคุณมีอุปกรณ์ที่ FAA อนุมติแล้วและไม่มีในรายการข้างต้น คุณต้องแจ้งให้ทราบอย่างน้อย 120 ชั่วโมงก่อนเครื่องออกเดินทางและเตรียมเอกสารมาให้พร้อม

เมื่อนำเครื่องผลิตออกซิเจนส่วนตัวแบบใช้แบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินรวมกับสัมภาระอื่นและไม่ต้องการใช้งานในระหว่างเที่ยวบิน จะต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องและแยกเก็บไว้ต่างหาก เว้นแต่จะมีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพสองชั้นเพื่อป้องกันการเปิดใช้งานเองโดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการเดินทาง

การพกพาและการใช้งาน
ผู้โดยสารสามารถพกพาและใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบินได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. อุปกรณ์ดังกล่าวไม่รบกวนการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์นำทาง หรืออุปกรณ์สื่อสาร
  2. ไม่มีควันหรือเปลวไฟภายในระยะ 10 ฟุตจากแถวที่มีผู้ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพา
  3. ขณะทื่เครื่องกำลังเคลื่อนที่ ขึ้นหรือลง อุปกรณ์ ต้อง
    นำไปเก็บไว้ใต้ที่นั่งหน้าผู้ใช้ หรือสถานที่เก็บที่ได้รับอนุญาต เพื่อไม่ให้กีดขวางทางเดินบนเครื่อง
    หากต้องการใช้งาน ให้ใช้ที่ที่นั่งตนเองที่ไม่ไปรบกวนผู้โดยสารคนอื่น หรือขัดกับเหตุฉุกเฉินหรือทางออกแบบปกติ หรือบนทางเดินบนเครื่อง
  4. ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพานั่งที่แถวทางออก
  5. เมื่อนักบินสั่งปิดสัญญาณ "รัดเข็มขัดนิรภัย" หรืออนุญาตให้ผู้โดยสารเดินไปเดินมาในห้องโดยสารได้ ผู้โดยสารจะสามารถใช้งานเครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาต่อได้
  6. ผู้ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาต้องเข้าข่ายเงื่อนไขต่อไปนี้จึงจะสามารถใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบินได้
  • ผู้ใช้จะต้องสามารถได้ยินสัญญาณเตือนของอุปกรณ์ สามารถเห็นแสงไฟเตือน และมีความสามารถในการตอบสนอง ต่อสัญญาณและแสงไฟเตือนต่างๆ หรือเดินทางกับผู้ที่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้
  • ผู้ใช้จะต้องแน่ใจว่าเครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาปราศจากน้ำมัน จาระบี หรือผลิตภัณฑ์ปิโตเลียมอื่นๆ และอยู่ในสภาพที่ไม่มีความเสียหายหรือมีร่องรอยความเสียหายที่มากเกินไป
  • ผู้ใช้จะต้องแจ้งให้แผนกรับจองของเอทิฮัดทราบว่าต้องการใช้เครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาบนเครื่องบินและต้องอนุญาตให้ลูกเรือดูใบรับรองแพทย์ด้วย
  • ผู้ที่ใช้เครื่องสร้างออกซิเจนแบบพกพาสามารถใช้โลชั่นหรือขึ้ผึ้งที่ใช้ได้กับออกซิเจนเท่านั้น
  • ผู้ใช้ซึ่งใบรับรองแพทย์ระบุระยะเวลาการใช้ออกซิเจนจะต้องขอรับแผนการบินและระยะเวลาจากผู้ดำเนินการบิน ผู้ใช้ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนเพียงพอที่จะใช้งานตามระยะเวลาที่ใบรับรองแพทย์กำหนดและต้องมีแบตเตอรี่สำรองเผื่อกรณีความล่าช้าที่ไม่ได้คาดไว้ก่อนด้วย
  • ผู้ใช้จะต้องแน่ใจว่าแบตเตอรี่ของเครื่องผลิตออกซิเจนแบบพกพาที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบินจะไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และต้องหีบห่อในลักษณะที่ป้องกันการเกิดความเสียหาย การป้องกันแบตเตอรี่ไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรนั้นรวมถึง
    การใช้แบตเตอรี่ที่ออกแบบให้ขั้วอยู่ลึกเข้าไปข้างใน
    การหีบห่อที่ป้องกันไม่ให้ขั้วแบตเตอรี่สัมผัสกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นโลหะ (รวมถึงขั้วของแบตเตอรี่ก้อนอื่นๆ ด้วย)

อุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่อง (CPAP/PAP)

หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณต้องแจ้งให้เราทราบก่อนที่เที่ยวบินของคุณจะออกเดินทางอย่างน้อย 72 ชั่วโมง

คุณจะต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตติดตัวในวันเดินทาง และต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่เช็คอินทราบก่อนเวลาเช็คอินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วย

เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) จะต้องระบุดังต่อไปนี้

  1. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
  2. ไม่ว่าจะจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
  3. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

การพกพาและการใช้งาน
ผู้โดยสารสามารถพกพาและใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบินได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่องจะต้องมีฉลากรับรองจากผู้ผลิตว่ามีมาตรฐานตามข้อกำหนดของ FAA สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์แบบพกพา
  2. น้ำหนักและขนาดสูงสุด (กว้าง ยาว สูง) ของอุปกรณ์ที่ผู้โดยสารจะใช้จะต้องมีขนาดเหมาะสมกับการนำเข้าห้องโดยสาร สามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งหรือพื้นที่เก็บของเหนือศีรษะ หรือมีการป้องกันการเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างหรือแนวขึ้นลง
  3. จะต้องใช้อุปกรณ์ ณ บริเวณที่นั่งเท่านั้น โดยไม่วางกีดขวางทางออกปกติหรือทางออกฉุกเฉิน และไม่กีดขวางบริเวณทางเดินผู้โดยสาร และผู้ใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งที่แถวทางออก
  4. ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนที่เหมาะสมต่อการใช้งานติดตัวไปด้วย และต้องจัดเก็บแบตเตอรี่สำรองในบรรจุภัณฑ์ที่ตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

    เจ้าหน้าที่เช็คอินจะตรวจสอบอุปกรณ์ว่ามีสภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่

คุณมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการนำแบตเตอรี่ในปริมาณที่เพียงพอตลอดระยะเวลาการเดินทาง (รวมถึงเวลาการต่อเครื่องและการล่าช้าที่ไม่ได้คาดคิดด้วย)

คุณจะต้องแน่ใจว่าแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ที่อนุญาตให้พกพาที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบินจะไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และต้องหีบห่อในลักษณะที่ป้องกันการเกิดความเสียหาย

แบตเตอรี่ที่ได้รับการปกป้องการลัดวงจรได้แก่ {sp}

  • แบตเตอรี่ที่มีขั้วแบบจม หรือ
  • แบตเตอรี่ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันไม่ให้ขั้วแบตเตอรี่สัมผัสกับสิ่งที่เป็นโลหะ (รวมถึงขั้วของแบตเตอรี่ก้อนอื่นด้วย)

เมื่อนำอุปกรณ์ขึ้นเครื่องบินรวมกับสัมภาระอื่นและไม่ต้องการใช้งานในระหว่างเที่ยวบิน จะต้องถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องและแยกเก็บไว้ต่างหาก เว้นแต่อุปกรณ์จะมีอุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพสองชั้นเพื่อป้องกันการเปิดใช้งานเองโดยไม่ได้ตั้งใจในระหว่างการเดินทาง

อุปกรณ์การหายใจ และเครื่องช่วยหายใจ

ต้องมีการขอใบรับรองแพทย์ตามระบบ MEDIF ก่อนเดินทาง

หากคุณต้องการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวบนเครื่องบิน คุณต้องแจ้งให้เราทราบก่อนที่เที่ยวบินของคุณจะออกเดินทางอย่างน้อย 72 ชั่วโมง

ผู้โดยสารที่ต้องการใช้เครื่องช่วยหายใจจะได้รับการดูแลจากแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ความเหมาะสมของพยาบาลหรือแพทย์ที่จะดูแล จะได้รับการประเมินโดยศูนย์การแพทย์ของสายการบินเอทิฮัดตามรายงานทางการแพทย์ที่ได้รับ

ต้องนำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร (ใบรับรองแพทย์) ที่ลงชื่อโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตมาในวันเดินทางด้วย รายงานกับโต๊ะเช็คอินหนึ่งชั่วโมงก่อนกำหนดการเช็คอินตามตาราง

ใบรับรองแพทย์ต้องระบุดังนี้

  1. ผู้ใช้เครื่องมือมีความสามารถทางกายภาพและการรับรู้ในด้านการมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจคำเตือนต่างๆ ทั้งทางเสียงและการสายตา และสามารถดำเนินการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือ
  2. ไม่ว่าจะจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเพียงบางช่วงหรือตลอดการเดินทาง
  3. ระบุอัตราการไหลสูงสุดของออกซิเจนต่อความกดอากาศระดับต่างๆ ในห้องโดยสายของเครื่องบินภายใต้สภาพการใช้งานปกติ

การพกพาและการใช้งาน
ผู้โดยสารสามารถพกพาและใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบินได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. ในการพกพาอุปกรณ์การหายใจและเครื่องช่วยหายใจจะต้องได้รับใบรับรองแพทย์ทางระบบ MEDIF (ใบรับรองแพทย์เอทิฮัด)เป็นการล่วงหน้าก่อนเท่านั้น
  2. เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศอย่างต่อเนื่องจะต้องมีฉลากรับรองจากผู้ผลิตว่ามีมาตรฐานตามข้อกำหนดของ FAA สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์แบบพกพา
  3. น้ำหนักและขนาดสูงสุด (กว้าง ยาว สูง) ของอุปกรณ์ที่ผู้โดยสารจะใช้จะต้องมีขนาดเหมาะสมกับการนำเข้าห้องโดยสาร สามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งหรือพื้นที่เก็บของเหนือศีรษะ หรือมีการป้องกันการเคลื่อนที่ไปทางด้านข้างหรือแนวขึ้นลง
  4. จะต้องใช้อุปกรณ์ ณ บริเวณที่นั่งเท่านั้น โดยไม่วางกีดขวางทางออกปกติหรือทางออกฉุกเฉิน และไม่กีดขวางบริเวณทางเดินผู้โดยสาร และผู้ใช้จะไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งที่แถวทางออก
  5. ต้องนำแบตเตอรี่จำนวนที่เหมาะสมต่อการใช้งานติดตัวไปด้วย และต้องจัดเก็บแบตเตอรี่สำรองในบรรจุภัณฑ์ที่ตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
  6. เจ้าหน้าที่เช็คอินจะตรวจสอบอุปกรณ์ว่ามีสภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่

กฎของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการไม่เลือกปฏิบัติเกี่ยวกับความทุพพลภาพ

เที่ยวบินของสายการบินเอทิฮัดทุกเที่ยวบินที่เดินทางเข้าออกท่าอากาศยานในสหรัฐฯ ทุกแห่งจะอยู่ภายใต้กฎหมายนี้

คุณสามารถขอดูกฎหมายดังกล่าวฉบับเต็มได้ที่ท่าอากาศยานที่เราให้บริการในสหรัฐฯ

ติดต่อกรมการขนส่งของสหรัฐฯโดยตรงโดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • สำหรับการโทรภายในสหรัฐฯ สามารถโทรศัพท์โดยไม่เสียค่าโทรไปยังสายด่วนบริการผู้เดินทางทางอากาศที่ทุพพลภาพหมายเลข 1-800-778-4838 (Voice)หรือ 1-800-455-9880 (TTY)
  • โดยการโทรไปยังแผนกปกป้องผู้บริโภคทางการบินหมายเลข 202-366-2220 (เสียง) หรือ 202-366-0511 (TTY)
  • โดยการส่งจดหมายไปยังแผนกปกป้องผู้บริโภคทางอากาศ (Air Consumer Protection) C-75 กระทรวงการขนส่งสหรัฐฯ (U.S. Department of Transportation) ที่อยู่ 1200 New Jersey Ave., SE.West Building, Room W96-432 Washington DC 20590
  • ที่เว็บไซต์ของแผนกป้องกันผู้บริโภคทางอากาศ http://www.dot.gov/airconsumer